โพลล์

ท่านเห็นด้วยกับการถ่ายโอนสถานีอนามัยสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่

ไม่เห็นด้วย
5 (45.5%)
เฉยๆ
1 (9.1%)
ไม่แน่ใจ
1 (9.1%)
เห็นด้วย
2 (18.2%)
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
2 (18.2%)

จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 11

ปิดการโหวต: เมษายน 07, 2011, 08:55:35 PM

ผู้เขียน หัวข้อ: การถ่ายโอนสถานีอนามัยสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (อ่าน 10569 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 8
    • ดูรายละเอียด
ท่านเห็นด้วยกับการถ่ายโอนสถานีอนามัยสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่

wasun

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 57
    • ดูรายละเอียด
สธ. คลอดคู่มือการถ่ายโอนสถานีอนามัยให้ อบต. 
เขียนโดย กลุ่มงานประกันสุขภาพ     
ศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2010 

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุขนายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเกี่ยวกับความคืบหน้าของการถ่ายโอนสถานีอนามัยให้องค์กรปรกครองส่วนท้องถิ่น ตามแผนปฎิบัติการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฉบับที่ 2 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2553 นี้ ว่า ตามแผนนี้กำหนดให้มีการถ่ายโอนสถานีอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขไปยังอบต. และเทศบาลหรืออบจ.เพื่อให้มีความชัดเจนแนวทางปฏิบัติ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำคู่มือในการถ่ายโอนดังกล่าว ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว
นายแพทย์สุพรรณกล่าวว่า คู่มือดังกล่าวมีสาระสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้

•ท้องถิ่นต้องมีความพร้อมก่อนปีงบประมาณไม่น้อยกว่า 180 วัน
•ทุกจังหวัดต้องได้รับการประเมินจากคณะอนุกรรมการประสานความร่วมมือการดำเนินงานด้านสาธารณสุขจังหวัดว่ามีความพร้อมหรือไม่
•ต้องมีการสอบถามความสมัครใจของเจ้าหน้าที่ผู้ที่จะต้องถ่ายโอน ไม่มีการบังคับ
•เมื่อรวบรวมข้อมูลครบถ้วนแล้ว ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนำเสนอปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณาอนุมัติ 
ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้ นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมชี้แจงความเข้าใจนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศแล้วเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2553 เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน



นายแพทย์สุพรรณกล่าวต่อว่า จากการดำเนินการที่มีความเร่งรีบที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติมากพอสมควร ดังนั้นการถ่ายโอนจากนี้ไป จึงให้ทุกจังหวัดพิจารณาความพร้อมและความเต็มใจของเจ้าหน้าที่ โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ทุกจังหวัดแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประสานงานระดับจังหวัด ประกอบด้วยฝ่ายสาธารณสุขในพื้นที่และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนกระจายอำนาจฉบับที่ 3 มีนายแพทย์สถาพร วงษ์เจริญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน

นายแพทย์สุพรรณกล่าวต่อไปว่า แนวทางดำเนินการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฉบับที่ 3  ผลสรุปจากการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ มีหลักการ 3 ข้อ ได้แก่

1.ให้ดำเนินการกระจายอำนาจให้องค์กรส่วนท้องถิ่น (อปท.) เฉพาะภารกิจของการจัดบริการระดับปฐมภูมิเท่านั้นคือระดับสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
2.ก่อนที่จะมีการถ่ายโอนหน่วยงานระหว่างกัน จะต้องมีการดำเนินงานและตัดสินใจร่วมกัน ในรูปของคณะกรรมการไตรภาคี 1 ชุด ประกอบด้วยประชาชน องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐ หลังจากที่แต่ละฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่ารูปแบบที่ดำเนินการร่วมกันมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยการถ่ายโอนนั้นให้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่
3.กระทรวงสาธารณสุขจะให้มีการบริหารจัดการงบประมาณบางประเภทในรูปคณะกรรมการร่วมเช่นกองทุนสุขภาพตำบล เพื่อใช้ในการป้องกันควบคุมโรค ระหว่างสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กับองค์กรท้องถิ่นก่อน   หากมีความพร้อมและได้ผลดี ก็จะเพิ่มดำเนินการงบประมาณส่วนอื่น ๆ เช่นงบการรักษาพยาบาล ต่อไป 
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในระบบบริการสาธารณสุข เช่นชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ชมรมสาธารณสุขอำเภอ หมออนามัยเป็นต้น เพื่อประมวลความคิดเห็นให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2553 นี้ และจัดทำเป็นรูปแบบการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข เสนอสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจต่อไป


 

wasun

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 57
    • ดูรายละเอียด
รายชื่อท้องถิ่นที่รับถ่ายโอนสถานีอนามัยไปแล้ว
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2010, 10:22:10 PM »
รายชื่อท้องถิ่นที่รับถ่ายโอนสถานีอนามัยไปแล้ว

wasun

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 57
    • ดูรายละเอียด
ทิศทางการโอนสถานีอนามัยให้ท้องถิ่น 

    "ปฏิรูปกลไกการทำงานของสถานีอนามัยให้เป็นสถานพยาบาลที่ครอบคลุมทุกตำบล มุ่งทำงานเชิงรุกที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ " ทิศทางการโอนสถานีอนามัยให้ท้องถิ่น เรื่องโดย อภิเชต ผัดวงศ์ apichet_7117@hotmail.com


ระบบบริการสาธารณสุขประกอบด้วยระบบการสร้างสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ และระบบการรักษาพยาบาล พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 มาตรา 16 บัญญัติให้เทศบาล เมืองพัทยาและ อบต. มีอำนาจและหน้าที่ในด้านสาธารณสุข การอามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล และกำหนดให้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุข จำนวน 34 ภารกิจ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) ตามความพร้อม ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2553

ที่ผ่านมา สธ. ได้ถ่ายโอนภารกิจให้กับ อปท. ไปแล้วจำนวน 7 ภารกิจ ได้แก่ 1) สนับสนุนเงินอุดหนุนให้กับ อปท. เพื่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ 2) การแก้ไขปัญหาเด็กมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์3) การจัดหาและพัฒนาน้ำสะอาด 4) การส่งเสริมสุขภาพกลุ่มแม่และเด็ก 5) การส่งเสริมสุขภาพเด็กกลุ่มวัยเรียนและเยาวชน 6) การส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยทำงาน 7) การส่งเสริมสุขภาพเด็กและกลุ่ม วัยผู้สูงอายุ จึงเหลืออีก 27 ภารกิจรวมทั้งสถานีอนามัยที่ต้องถ่ายโอน

การถ่ายโอนภารกิจ สธ. มีความคืบหน้าไประดับหนึ่งแต่การดำเนินงานต้องหยุดชะงัก เพราะมีนโยบายเร่งด่วนในเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพตามนโยบายหลักประกันสุขภาพ และการปฏิรูประบบราชการตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวงทบวง กรม พ.ศ. 2545

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) ครั้งที่ 5/2552 ณ อาคารรัฐสภา ได้ให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดนโยบายแผนปฏิบัติการถ่ายโอนที่ชัดเจน โดยให้ตั้งศูนย์ประสานงานการถ่ายโอนสถานีอนามัย เพื่อรองรับการถ่ายโอนอย่างเป็นระบบ

ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นแกนหลักในการสนับสนุนให้เกิดกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในระดับท้องถิ่น และเร่งรัด สธ.ให้ถ่ายโอนสถานีอนามัยให้แก่ อปท.

มติคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ เมื่อ 25 เมษายน 2550 นำไปสู่การถ่ายโอนสถานีอนามัย ชุดแรก จำนวน 22 แห่ง จาก 18 อำเภอ 16 จังหวัด ปัจจุบันสถานีอนามัยอยู่ในการดูแลของท้องถิ่นจำนวน 28 แห่ง มีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 1 จากที่มีทั่วประเทศกว่า 9,810 แห่ง มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 34,000 คน

ตาม พ.ร.บ.การกระจายอำนาจฯ ต้องถ่ายโอน สอ.ไปยังท้องถิ่นทั้งหมด ภายใต้หลักการ 1. ความพร้อมของท้องถิ่นในการรับถ่ายโอน 2. ความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้ถ่ายโอน 3. ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เมื่อถ่ายโอนหน่วยงานไปยังท้องถิ่นแล้ว

เรียกว่าองคาพยพทั้งสามต้องไปด้วยกัน หากความพร้อมด้านใดด้านหนึ่งสะดุด ก็ยากที่ผลจะเป็นไปตามเป้าหมาย ที่สำคัญประชาชนในพื้นที่ต้องเข้าใจว่าอยู่ดีๆ ทำไมต้องให้กับท้องถิ่น และเมื่อถ่ายโอนแล้วดีอย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องมีคำตอบให้ประชาชน

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553-2555 สธ.จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง จำนวนทั้งสิ้น 86,684 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.งบประมาณการก่อสร้างยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) การปรับปรุงโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป 66% 2.งบประมาณการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 27% 3.งบประมาณการสร้างบุคลากรด้วยการผลิตแพทย์และพยาบาลเพิ่ม 5% และ 4.งบประมาณการบริหารจัดการ 2%

สำหรับโครงการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุภาพตำบล จะใช้งบประมาณรวมเกือบ 50,000 ล้านบาท จากงบของ สปสช.และ สสส.รวม 30,877 ล้านบาท และงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล อีกจำนวน 14,973 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงอาคารสถานที่ เครื่องมือแพทย์ และรถพยาบาล มีเป้าหมายให้เกิดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขึ้นทั้งหมด 1,001 แห่ง

เพื่อให้เป็นสถานบริการปฐมภูมิ หรือ primary care ที่มีประสิทธิภาพ ให้บริการใกล้บ้านรับใช้ชุมชนได้อย่างแท้จริง เป็นด่านแรกสำหรับสกัดโรค และยังช่วยแบ่งเบาภาระงานของโรงพยาบาลขนาดใหญ่อีกทางหนึ่งด้วย

การได้รับเค้กก้อนโตชิ้นนี้ ทำให้สมาคมท้องถิ่นบางแห่ง ดักคอทำนองเกรงว่า สธ. จะยื้อเวลาไม่ยอมถ่ายโอน เพราะเกรงว่าจะกั๊กภารกิจและอัตรากำลังไว้เพื่อหวังผลต่อรองงบประมาณจากรัฐบาล

ผู้เขียนเห็นว่าหากมองในด้านดีจะเป็นการปรับยุทธศาสตร์การจัดการด้านสุขภาพแบบใหม่ด้วยการปฏิรูปกลไกการทำงานของสถานีอนามัยให้เป็นสถานพยาบาลที่ครอบคลุมทุกตำบล มุ่งทำงานเชิงรุกที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ

ที่ผ่านมาสถานีอนามัยบางแห่งมักจะของบจากท้องถิ่นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายภายใน เพราะงบประมาณที่ได้รับจาก สธ.ไม่เพียงพอ บางแห่งท้องถิ่นยังจัดสรรงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เวชภัณฑ์ มีความล้ำสมัยอาจจะเทียบเท่าโรงพยาบาลอำเภอด้วยซ้ำ หากได้รับจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ ก็ควรจะร่วมยินดีด้วยกัน

สมพันธ์ เตชะอธิก และทีมวิจัย ได้รับมอบหมายจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นผู้ประเมินผลการโอนถ่ายสถานีอนามัยไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ามีสถานีอนามัยที่ถ่ายโอนเรียบร้อยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่ราบรื่น

อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญในการถ่ายโอนสถานีอนามัยไป อบต. คือ ปัญหาด้านความรู้และความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและแนวทางการถ่ายโอนสถานีอนามัยไป อบต. ดังนั้นก่อนการถ่ายโอนครั้งต่อไปควรมีการประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยและ อบต. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจในเรื่องของการโอนถ่าย เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกัน เพราะในบางพื้นที่เกิดปัญหาต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจเจตนาที่มีต่อกันอย่างชัดเจน จนเกิดความสับสนในระดับพื้นที่

มีปัญหาความไม่ชัดเจนในส่วนของนโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและข้อกฎหมายระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภารกิจการถ่ายโอน ปัญหาด้านงบประมาณมีการโอนมาล่าช้า ซึ่งเป็นงบประมาณการใช้จ่ายในด้านต่างๆ และเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งปัญหาสวัสดิการและการโอน ตัดจ่ายกองทุน กบข.ให้กับเจ้าหน้าที่ เกิดหวาดหวั่นความไม่มั่นคง

ผลการวิจัยของผู้ศึกษาอีกหลายคณะพบว่าหลังการถ่ายโอนในส่วนด้านการมีส่วนร่วมเกิดผลในระดับที่ดีมาก สำหรับการวางแผนด้านสุขภาพของท้องถิ่นเปรียบเทียบก่อนและหลังการถ่ายโอน ยังไม่เกิดผลดีมากนัก และยังพบว่าสถานีอนามัยได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างดียิ่งหลังการ ถ่ายโอน

ผลการศึกษา ได้ข้อสรุปว่า การถ่ายโอนเป็นเรื่องจำเป็นและถูกต้อง ที่จะตอบสนอง ประชาธิปไตยของท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการมีส่วนร่วม หากแต่ส่วนกลางต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ให้ความสำคัญต่อการสื่อสารอย่างรัดกุมทุกขั้นตอน

กระบวนการคิดด้านนโยบายและแนวทางการถ่ายโอนภารกิจนี้ จำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ของสังคมโลกและสังคมประเทศปัจจุบัน ได้ผ่านการทบทวน ศึกษา แบบแผนตัวอย่างมาเพียงพอที่จะริเริ่มต่อไป

แม้ผลการสำรวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขในบางจังหวัดต่อการถ่ายโอนภารกิจดังกล่าว ซึ่งได้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยส่วนใหญ่ต้องการอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม รองลงมาคือต้องการถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพราะหวั่นความก้าวหน้า และไม่มั่นใจต่อนโยบายผู้บริหาร

อันที่จริง การถ่ายโอนสถานีอนามัยนี้ ท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่พร้อมรับภารกิจนี้

เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเงินเดือนสูงกว่าเจ้าหน้าที่ทั่วไปของท้องถิ่น ฐานค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรร้อยละ 40 ของเงินรายได้ เดิมก็เต็มที่อยู่แล้ว กระทบสัดส่วนเงินโบนัสที่พนักงานท้องถิ่นเคยได้รับเนื่องจากมีสัดส่วนมาร่วมหารด้วย

เงินโบนัสคือเงินส่วนที่ท้องถิ่นไม่รับพนักงานที่ต้องรับผิดชอบงานในหน้าที่นั้นโดยตรง แต่พนักงานที่มีอยู่จะช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ โดยมอบหมายงานให้พนักงานเท่าที่มีอยู่ทำหน้าที่นั้นแทน เงินเดือนค่าจ้าง ค่าตอบแทนที่คงค้างจ่ายนี่แหละ จะเหลือนำมาแบ่งจ่ายเป็นโบนัสในสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับพนักงานท้องถิ่นแต่ละคน

ปัญหาจากรายได้ของสถานีอนามัย จากค่ายา ค่าตรวจรักษา ค่าธรรมเนียมต่างๆ เงินส่วนนี้ถูกกันเอาไว้เป็นของสถานีอนามัยเอง ไม่ถือเป็นรายได้ท้องถิ่น ทั้งที่สถานีอนามัยนั้นก็โอนเป็นของท้องถิ่นแล้ว ทำให้ท้องถิ่นรู้สึกไม่มีอำนาจในการบริหารอย่างแท้จริง เหมือนหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัด

ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าสถานีอนามัยที่ถ่ายโอนไปแล้วบางแห่งอยากถอนตัวกลับ และท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยก็อยากส่งคืนเช่นกัน แม้ว่าการถ่ายโอนสถานีอนามัยก่อให้เกิดสิ่งดีๆ กับท้องถิ่นอย่างมากมาย หลังจากที่สถานีอนามัยย้ายมอยู่กับท้องถิ่นประชาชนต่างชื่นชอบกับการให้บริการและความทันสมัย เกิดนวัตกรรมการบริการใหม่ ๆ

ถึงกระนั้น ขณะนี้สถานีอนามัยอีกหลายแห่งเช่นกันที่อยากย้ายไปอยู่กับท้องถิ่น โดยที่ก่อนหน้านี้จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยทั้งระดับปฏิบัติการและระดับหัวหน้าสถานีอนามัยจำนวนไม่น้อยทนรอถ่ายโอนไปพร้อมสถานีอนามัยไม่ไหวได้ขอโอน (ย้าย) มาสังกัดเป็นพนักงานท้องถิ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่หากรัฐบาลไม่รีบสะสางปมปัญหาต่างๆ ให้กระจ่าง ในอนาคตอาจไม่มีสถานีอนามัยใดยอมถ่ายโอนสู่อ้อมกอดท้องถิ่นอีก รวมทั้งท้องถิ่นขนาดเล็กอย่าง อบต. ทั้งหลายก็คงไม่กล้าหาญพอที่จะรับลูกต่อ เพราะหากยังอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้ ย่อมเห็นๆ อยู่ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง

ทั้งปวงเหล่านี้ย่อมเป็นคำถามย้อนกลับให้พิจารณาให้รัดกุมถึงความไม่พร้อมของท้องถิ่นขนาดเล็กซึ่งถือเป็นส่วนใหญ่ของประเทศในการรับโอนภารกิจนี้ กระทรวงสาธารณสุขเองก็ดูค่อนข้างจะวิตกกังวลและได้ตั้งข้อสังเกตให้ท้องถิ่นเร่งตรวจสอบความพร้อม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด

ต่อปัญหาดังกล่าวข้างต้น อีกทางหนึ่งควรที่ฝ่ายเกี่ยวข้องเตรียมเร่งหารือกับคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ เพื่อหาแนวทางในการทบทวนภารกิจการถ่ายโอนสถานีอนามัยให้มีความเหมาะสมตามอำนาจในมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้ ควรศึกษาผลกระทบเชิงลึกอย่างรอบด้านเพื่อออกแบบและกำหนดนโยบายให้ประชาชนได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด โดยต้องสร้างความชัดเจนในบทบาทความรับผิดชอบของท้องถิ่นในการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน และสร้างความเข้าใจในภารกิจที่เปลี่ยนผ่านจากการกระจายอำนาจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เร่งพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพบุคลากรในทุกระดับให้มีองค์ความรู้และทักษะ ตลอดถึงสมรรถนะในการดำเนินงานที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การดำเนินงานอาจไม่จำเป็นที่จะต้องมีรูปแบบและวิธีการเดียวกันทั้งประเทศ เช่น บางแห่ง อบต.ดูแล บางแห่งเทศบาลหรือ อบจ.รับผิดชอบตามความเหมาะสมของพื้นที่ ศักยภาพและเงื่อนไขของท้องถิ่น

ดังที่ทราบท้องถิ่นมีรูปแบบและวิวัฒนาการตามลำดับ เริ่มแรก อบจ. ผู้บริหารสูงสุดคือผู้ว่าราชการจังหวัด เทศบาลยกฐานะจากสุขาภิบาลมีนายอำเภอเป็นผู้บริหาร สำหรับ อบต. นั้นเมื่อครั้งจัดตั้งใหม่มีกำนันเป็นผู้บริหาร การผ่องถ่ายอำนาจภาครัฐสู่ประชาชนฐานรากปรากฏผลชัดขึ้นดังประจักษ์เช่นทุกวันนี้

ภาพลักษณ์เดิมๆในอดีตเลือนหายไป แม้มีข่าวเชิงลบบ้าง ก็ถือเป็นโรงเรียนประชาธิปไตย ถึงตอนนี้ผู้บริหารท้องถิ่นได้รับการส่งเสริมพัฒนาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโทเพราะผู้อาสามาทำงานพัฒนาด้านนี้มีที่มาจากทรัพยากรที่มีคุณค่าหลากหลายสาขา ผ่านการคัดกรองจากชุมชนตามกระบวนการ บางท่านเป็นปราชญ์พื้นบ้าน บางท่านเพิ่งลาออกจากราชการ บางท่านก็เกษียณหรือมีประสบการณ์บริหารงานเอกชน

ผู้บริหาร พนักงาน สมาชิก อปท.บางแห่งได้รับทุนการศึกษาจากงบประมาณของท้องถิ่นเองตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย ปลัด อปท. มีดีกรีเป็นด็อกเตอร์เริ่มมีให้เห็นประปราย วิวัฒนาการเหล่านี้ส่งผลให้การบริหารงานท้องถิ่นมีธรรมาภิบาล ส่งผลต่อความเชื่อถือและภาพลักษณ์องค์กร

ปัจจุบันสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นทุกประเภทมาจากการเลือกตั้ง เป็นการสนับสนุนการปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย เพราะยึดถือเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ โดยให้ประชาชนมีอิสระตามสมควรในการดำเนินงานปกครอง และจัดทำบริการสาธารณะต่าง ๆ ได้ งานด้านสุขภาวะอนามัยเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่กำลังท้าทายท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม การที่สถานีอนามัยในตำบลใดจะได้รับการยกระดับเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) เมื่อไหร่ และอย่างไร หรือสถานีอนามัยจะสังกัดหน่วยงานใดนั้น อาจไม่สำคัญเท่ากับการที่ผู้มาใช้บริการ ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด การรักษาพยาบาลได้มาตรฐาน มีบริการเพิ่ม และอัธยาศัยไมตรีที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ในทุกสถานีอนามัยทั่วประเทศ
 
 

wasun

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 57
    • ดูรายละเอียด
หลักการและแนวคิดเบื้องต้น ในการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ